วิธีกำจัดไขมันสะสมในช่องท้อง (ลดพุงลดโรค)

427
visceral fat

รู้ไหมครับว่าไขมันที่พุงมีสองแบบ? แบบที่มีไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนัง กับ แบบที่มีไขมันสะสมภายในช่องท้อง หรือ ที่เรียกว่า Viseral Fat  …

วันนี้เราจะมาพูดกันถึงไขมันสะสมในช่องท้อง หรือ Viseral Fat กันว่ามันคืออะไร อันตรายอย่างไร และ จะกำจัดมันได้ยังไง แต่ขอใบ้ไว้ก่อนว่า ไขมันสะสมในช่องท้องอันตรายกว่าไขมันใต้ชั้นผิวหนัง สิบล้านเท่า!!!

  • Visceral Fat คือ ไขมันสะสมในช่องท้อง
  • ไขมันสะสมในช่องท้องเกิดจากแป้งส่วนเกิน และ การไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย
  • น้ำตาลทำให้เกิดไขมันสะสมในช่องท้อง
  • เวทเทรนนิ่งช่วยทำให้ร่างกายใช้แป้งได้ดีขึ้น
  • เซอร์กิตเทรนนิ่ง ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น

ไขมันในช่องท้องคือ

Visceral Fat หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อ “ไขมันสะสมในช่องท้อง” เกิดจากการที่ร่างกายของเราไม่สามารถนำแป้งที่เรากินไปใช้เป็นพลังงานได้ทั้งหมด จนทำให้ร่างกายต้องเปลี่ยนแป้งส่วนเกินมาเป็นไขมัน และถูกนำมาสะสมในช่องท้องของเรา จนเกิดมาเป็นไขมันในช่องท้องในที่สุด

ซึ่งอาหารที่ส่งผลต่อการเกิดไขมันในช่องท้องมากที่สุดคือ อาหารที่มีแป้งสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก หรือ อาหารที่มีการเติมน้ำตาลเพิ่มลงไป เช่น ขนมหวาน ขนมเบเกอรี่ ขนมปัง กาแฟบางประเภท น้ำหวาน เป็นต้น

เนื่องจากน้ำตาลนั้นจะถูกดูดซึมเข้าร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเหล่านั้นไปใช้เป็นพลังงานได้ทัน จนเกิดเป็นพลังงานส่วนเกินที่ต้องนำไปสะสมในรูปแบบไขมัน และ เกิดเป็นไขมันในช่องท้องอย่างที่เราได้บอกไปในตอนต้นนั่นเอง

ส่วนอีกสาเหตุนึงนั้นคือ การที่เราไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายนั่นเอง ไม่ใช่แค่การไม่ออกกำลังกายนะ แต่ การไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายหมายถึง การที่วัน ๆ หนึ่งเคลื่อนไหวน้อยเหลือเกิ๊นนนน 

เช้าขับรถไปทำงาน ทั้งวันนั่งทำงานแต่ที่โต๊ะ ตกเย็นเลิกงานขับรถกลับบ้านมานั่งกินข้าว กินขนมพร้อมรับชม Netflix … เนี่ยแหละ ใครเป็นแบบนี้ เรียกว่าเคลื่อนไหวร่างกายน้อยนะจ๊ะ

โดยเจ้า “ไขมันสะสมในช่องท้อง” นั้นจะต่างกับไขมันที่พุงเราในด้านสถานที่ที่มันจะไปอยู่ 

ตามชื่อเลย ไขมันสะสมในช่องท้อง จะสะสมมอยู่ภายในช่องท้องของเรา ร่วมกับอวัยวะภายใน (ตับใตใส้พุง) ของเรา 

ส่วนไขมันที่พุงนั้นจะสะสมอยู่ใต้ชั้นผิวหนังของเรา 

แอบกระซิบบอก… การไปดูดไขมันที่พุงของเรานั้นเป็นการดูดไขมันใต้ชั้นผิวหนังเท่านั้น ไม่ได้ดูดไปถึงไขมันสะสมในช่องท้อง ดังนั้นแม้อาจจะทำให้เราดูผอมลง แต่ทางด้านสุขภาพแล้วอันตรายยังเต็มเปรี่ยมดั่งเดิมนะ

ความอันตรายของไขมันในสะสมในช่องท้องก็คือ 

  1. เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่สอง
  2. เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และ หลอดเลือด
  3. เพิ่มความเสียงในการเป็นโรคกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น ไทรอยด์ต่ำ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่านอกจากไขมันสะสมในช่องท้องจะทำให้พุงนำนมได้แล้วนั้น ยังทำให้เสี่ยงต่อโรคอันตราย ๆด้วยนะ

วิธีการตรวจสอบ

วิธีการตรวจสอบว่าเรามีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่ ก็ง่าย ๆ ดังนี้

  • ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงกว่า 150 mg/dL
  • ความดันโลหิตสูงกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท
  • ขณะอดอาหาร พบระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 mg/dL

แต่วิธีการที่ว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลนะ ถ้ารู้สึกว่ายากไป ลองใช้วิธีคร่าว ๆ ต่อไปนี้ก็ได้นะ

เรียกวิธีนี้ว่า สัดส่วนเอวต่อสะโพก  ทำได้โดย วัดรอบสะโพกว่าได้เท่าไหร่ และ วัดรอบเอวว่าได้เท่าไหร่ เสร็จแล้ว นำรอบเอวมาตั้ง หาร ด้วยสะโพก แล้วดูว่าได้เท่าไหร่

  • ในผู้หญิง ถ้าหากได้ค่ามากกว่า 0.80 แปลว่ามีไขมันในช่องท้องเยอะ
  • ในผู้ชาย หากได้ค่ามากกว่า 0.95 แปลว่ามีไขมันในช่องท้องเยอะ

เช่น สมหญิง วัดรอบเอวได้ 30 นิ้ว วัดรอบสะโพกได้ 35 นิ้ว มีสัดส่วนเอวต่อสะโพกได้ 30/35 เท่ากับ 0.86 ถือว่า มีไขมันในช่องท้องเยอะ

ด้วยวิธีง่าย ๆ แค่นี้เราก็พอที่จะรู้แล้วหล่ะ ว่าเราเป็นคนที่มีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไปไหม

ถ้าเรามีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไปล่ะ ทำยังไงดี?

วิธีการในการกำจัดไขมันสะสมในช่องท้องให้ได้ผลที่ดีที่สุดนั้น ประกอบไปด้วยสองส่วนด้วยกัน

ในด้านอาหาร 

  1. หลีกเลี่ยงการทานน้ำตาล หรือ ทานให้น้อยกว่า 4 ช้อนชาต่อวัน เพราะน้ำตาลนั้นจะกลายเป็นพลังงานส่วนเกินได้ง่าย และ เข้าไปสะสมไขมันในช่องท้องมากขึ้น พวกขนมหวาน ขนมกรุบกริบ ขนมยามว่าง พวกนั้นแหละ ที่ควรเลี่ยง 
  2. อย่าทานแป้งในปริมาณที่เยอะในอาหารหนึ่งมื้อ เพราะแป้งที่เยอะเกินกว่าที่ร่างกายใช้ ก็จะกลายเป็นส่วนเกินและถูกน้ำไปสะสมเป็นไขมันในช่องท้องได้เช่นกัน
  3. ทานไฟเบอร์ให้มากขึ้น เพราะไฟเบอร์จะทำให้น้ำตาลถูกดูดซึมอย่างช้า ๆ ส่งผลให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างพอดี ไม่เหลือเป็นส่วนเกินมากจนเกินไป

ในด้านการออกกำลังกาย

  1. ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) การเวทเทรนนิ่งนั้นจะส่งผลให้ร่างกายมีการจัดการแป้งได้ดีมากขึ้น จากการที่นำแป้งไปใช้เป็นพลังงานก็ทำให้ไม่เหลือแป้งส่วนเกินไปสะสมเป็นไขมันช่องท้อง
  2. ทำ เซอร์กิตเทรนนิ่ง (Circuit Training) เพราะการทำ เซอร์กิต นอกจากใช้แป้งเป็นพลังงานแล้ว ยังส่งผลให้เผาผลาญไขมันได้อย่างต่อเนื่องหลังจากจบการออกกำลังกายอีกด้วย จึงช่วยทั้งกำจัดแป้งส่วนเกินและดึงไขมันในช่องท้องออกมาใช้เป็นพลังงานได้ดีอีกด้วย
  3. ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) เพื่อให้ร่างกายของเราได้ใช้พลังงานจากไขมันได้ดีขึ้น เพราะ คาร์ดิโอเป็นการดึงไขมันไปเผาผลาญ และ เป็นอีกทางที่ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวให้ร่างกาย
  4. ทำการออกกำลังกายให้ได้บ่อย ๆ มากที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะอำนวยได้ โดยพิจารณาจาก ใครที่วันนึงเคลื่อนไหวเยอะ (เช่น เป็นไกด์พาทัวร์แแบบเดินทัวร์ ไม่ใช่นั่งรถทัวร์) ก็อาจจะออกกำลังกาย 3-4 วัน ครั้งละ 40-60 นาทีก็พอ แต่หากเป็นคนที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวแบบที่เรากล่าวถึงในตอนต้น ก็ให้พยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน เป็นต้น  

สรุป

ไขมันช่องท้อง เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถจัดการแป้งที่เราทานเข้าไปได้ทั้งหมด ทำให้เกิดของแป้งส่วนเกินขึ้น เราจึงควรเลี่ยงการทานแป้งในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น และ ทานน้ำตาลให้น้อยที่สุด (ขนมหวาน ขนมปัง น้ำตาล น้ำหวาน ฯลฯ) ส่วนการจะลดไขมันช่องท้องต้องฝึก เวทเทรนนิ่ง และ เซอร์กิตเทรนนิ่ง เพื่อให้ร่างกายสามารถจัดการกับแป้งได้ดีมากขึ้น และยังเผาผลาญไขมันได้ออกมาใช้เป็นพลังงานอีกด้วย