วิธีวัดไขมัน ในร่างกาย 7 วิธี

4595
6 วิธีวัดไขมัน ในร่างกาย

ไขมันในร่างกาย คือ ปริมาณของไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นขา ต้นแขน หน้าท้อง ซึ่งไขมันในร่างกาย มีทั้งที่ให้ประโยชน์และเป็นโทษ โดยหากอยู่ในปริมาณอย่างเหมาะสม ไขมันที่สะสมในร่างกายเหล่านี้ จะเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีให้แก่ร่างกายในการดำรงชีวิตประจำวัน แต่เมื่อไหร่ที่มีมากเกินไป จะก่อให้เกิดการสะสมไปเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือ โรคหัวใจได้ การรู้ วิธีวัดไขมัน จะทำให้เราตระหนักถึงปริมาณไขมันที่มีอยู่ และอาจจะป้องกันโรคต่างๆได้ในอนาคต ซึ่งวิธีเหล่านี้ทำเองได้ไม่ยาก โดยวันนี้เรามี 7 วิธีมานำเสนอกัน

นอกจากการชั่งน้ำหนักเพื่อคำนวนค่า BMI ของเราแล้ว วันนี้ทาง Xerciety จะมาพูดถึง 7 วิธีวัดไขมัน สะสมในร่างกายที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเลือก การวัดไขมัน เหมาะสมกับตัวเองแล้วนำไปใช้วัดไขมันสะสมในร่างกายตัวเองกันได้ครับ

  • ไขมันสะสมคือพลังงานหลักของร่างกาย
  • ไขมันสะสมที่มากเกินไปทำให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจได้
  • วิธีวัดไขมันสะสมได้ด้วยการวัดรอบเอว
  • วิธีวัดไขมันด้วยการเปรียบเทียบกับรูปภาพ
  • วิธีวัดไขมันด้วยคาลิปเปอร์
  • วิธีวัดไขมันด้วยเครื่องชั่ง
  • วิธีวัดไขมันด้วยการชั่งน้ำหนักในน้ำ
  • วิธีวัดไขมันด้วยการหายใจ
  • วิธีวัดไขมันด้วยเครื่อง MRI และ CT scans

1. ใช้สายวัดในการวัด

โดยวิธีนี้จะแบ่งออกเป้นสองแบบ นั่นคือ

  1. วัดที่รอบเอวอย่างเดียว โดยกำหนดให้วัดผ่านสะดือโดยใช้หน่วย เซนติเมตร แล้วนำไปคำนวนด้วยสูตรคำนวนหาไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งสามารถลองวัดแล้วคำนวนได้ที่นี่ครับ [คำนวณเปอร์เซ็นไขมัน (BFP)]
  2. วัดที่รอบคอ และ รอบพุง หรือ รอบสะโพก วิธีนี้ผู้ชายและผู้หญิงจะวัดในส่วนที่แตกต่างกันครับ
    1. ผู้ชายวัดส่วนที่กว้างที่สุดของรอบคอ และ รอบพุง แล้วนำไปลบกัน(รอบพุง-รอบคอ) เสร็จแล้วนำไปเทียบกับความสูง (หน่วยเป็นนิ้ว) ตามตารางด้านล่าง
    2. ผู้หญิงให้วัดส่วนกว้างที่สุดของรอบคอ และ รอบสะโพก แล้วนำไปบวกกัน (รอบสะโพก + รอบคอ) เสร็จแล้วนำไปเทียบกับความสูง (หน่วยเป็นนิ้ว) ตามตารางด้านล่าง

*Tips

  1. อย่าวัดแน่นจนเทปกดผิวหนังจนบุ๋ม ให้รัดแค่แน่นพอดีเท่านั้น
  2. อย่าแขม่วหน้าท้อง ให้ใช้วิธียืนขึ้น หายใจเข้าให้สุดท้อง ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกจนรู้สึกผ่อนคลาย แล้วจึงทำการวัด
  3. วัดซ้ำ 2 – 3  ครั้งแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความแม่นยำ

2. ใช้รูปภาพเปรียบเทียบ

ที่มารูปภาพ: http://diggdeepfit.com

การนำรูปร่างของตัวเราที่เห็นผ่านกระจกมาเทียบนั้นอาจฟังดูไม่ค่อยแม่นยำ เพราะบางครั้งกระจกก็หลอกตาเรา แต่เชื่อไหมครับว่าวิธีนี้มีความแม่นยำพอสมควรเลย (มีความคลาดเคลื่อนในหลัก 5%) ซึ่งวิธีการก็ง่ายมาก ๆ เราสามารถดูรูปภาพตัวอย่างแล้วลองเทียบกับตัวเราเองดูว่าตัวเราตอนนี้นั้นมีรูปร่างและความคมชัดของกล้ามเนื้อเหมือนกับคนที่มีไขมันสะสมกี่เปอร์เซ็นต์ กันแน่

3. คาลิปเปอร์

ที่มารูปภาพ: https://www.indiamart.com

เป็นอุปกรณ์การวัดไขมันแบบ Skin-Fold (วัดโดยการหนีบผิวหนัง) โดยรูปแบบการวัดหลายแบบ เช่น วัด 7 จุด, วัด 5 จุด, และ วัด 3 จุด ส่วนมากแล้วนิยมใช้วิธีการวัดแบบ 3 จุดกัน เพราะง่าย สะดวก ให้ผลที่ค่อนข้างแม่นยำแล้ว วิธีวัดผลของการใช้วิธีนี้คือ ให้วัดตามจุดที่กำหนด แล้วนำผลรวมที่วัดได้มาเทียบกับอายุตามตารางที่จะแถมมากับคาลิปเปอร์ครับ

4. ตาชั่งวัดไขมัน

ที่มารูปภาพ: www.shape.com

เป็นตาชั่งที่มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า  BIA (Bioelectrical impedance analysis) หรือก็คือ การวัดความต้านทานกระแสไฟฟ้าของในเซลล์ร่างกาย รูปแบบของเครื่องก็จะมีทั้ง ยืนบนตาชั่งแล้ววัด หรือ เครื่องที่วัดโดยการยืนบนเครื่อง บวกกับด้ามจับเพื่อวัดความต้านทานไฟฟ้าที่มือด้วย โดยแบบยืนวัดอย่างเดียวก็จะแม่นยำน้อยกว่าการวัดแบบมีที่จับด้วย ค่าที่วัดได้จากวิธีนี้ค่อนข้างคลาดเคลื่อนได้ง่าย เนื่องจากการสูญเสียน้ำของร่างกาย เช่น เหงื่อออก หรือ การเพิ่มของน้ำในร่างกาย เช่น การดื่มน้ำเข้าไป ล้วนจะกระทบกับการไหลของกระแสไฟฟ้าทั้งสิ้น จึงมีโอกาสที่จะวัดค่าได้เพี้ยน หรือ ไม่เหมือนเดิมแม้จะวัดในวันเดียวกัน

*Tips

  1. เพื่อลดความคลาดเคลื่อนให้วัดในเวลาเดียวกันทุกวัน (แนะนำเป็นตอนเช้าหลังเข้าห้องน้ำ)
  2. ไม่ควรวัดหลังออกกำลังกายเพราะ เราเสียน้ำไปกับเหงื่อทำให้ค่าที่วัดค่อนข้างเพี้ยน

5. วัดด้วยการชั่งน้ำหนักในน้ำ

การชั่งน้ำหนักในน้ำ หรือ Hydrostatic weight เป็นการวัดความหนาแน่นของร่างกายด้วยการลงไปชั่งน้ำหนักตัวในสระน้ำแบบจมลงไปทั้งตัว ซึ่งเราสามารถทราบค่าไขมันสะสมของเราได้จากการเปรียบเทียบน้ำหนักตัวในน้ำและน้ำหนักตัวบนบก

วิธีนี้นั้นมีความแม่นยำสูงมาก (โอกาสเพี้ยนแค่ 1%) แต่มีข้อเสียที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางซึ่งไม่สามารถหาได้ทั่วไป ต้องเป็นที่เฉพาะทางที่โรงพยาบาลหรือคลีนิกเฉพาะทางที่เปิดให้บริการเท่านั้น จึงตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงครับ

6.การวัดการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของอากาศ

ด้วยเครื่องที่ชื่อ BOD POD นั้นเราสามารถหาไขมันของเราสะสมด้วยการวัดผ่านการหายใจของเรา วิธีคือ เราเข้าไปนั่งในเครื่อง BOD POD แล้วหายใจผ่านอุปกรณ์ในเครื่องหลังจากนั้นเครื่องก็จะคำนวนหาไขมันสะสมของเรา

ที่มารูปภาพ: www.Wikipedia.com

ความแม่นยำของวิธีนี้นั้นเท่ากับการวัดโดยการชั่งน้ำ และมีข้อเสียที่เหมือนกันนั่นคือ เป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ไม่สามารถหาใช้ได้ทั่วไป บวกกับราคาของค่าบริการที่ค่อนข้างสูงครับ

7.MRI และ CT scans

ที่มารูปภาพ: http://www.hiphealth.ca/blog/hologic-discovery-w-dxa

เป็นวิธีการที่สามารถเห็นไขมันที่สะสมของร่างกายได้ด้วยภาพที่แสกนออกมา ซึ่งให้ความแม่นยำที่สูง (เพราะเราเห็นได้ด้วยตาจริง ๆ ) แต่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักไว้ในการหาไขมันสะสมครับ จึงอาจไม่สามารถขอให้ทางโรงพยาบาลตรวจให้เราได้ครับ (ถ้ามีที่ไหนเปิดให้ตรวจสามารถมาแชร์ให้เพื่อน ๆรู้กันได้นะครับ) แต่อย่างที่น่าจะทราบกันแล้วว่า ค่าบริการของอุปกรณ์เหล่านี้มีราคาที่ค่อนข้างสูงครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับวิธีการวัดไขมันสะสมในร่างกายของเรา ผู้อ่านสนใจวิธีไหนกันเอ่ย? หากลองวัดไขมันสะสมกันแล้ว ก็อย่าลืมนำข้อมูลมาเทียบนะครับว่าไขมันสะสมของเราตอนนี้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือเปล่า

ตามตารางด้านล่างนี้เลยครับ

ผู้ชาย (% Fat)ผู้หญิง (% Fat)ลำดับคำอธิบาย
2-5%10-13%Essential Fatมีไขมันค่อนข้างน้อย เท่าที่จำเป็น
6-13%14-20%Athletesมีไขมันพอดี (กลุ่มนักกีฬา)
14-17%21-24%Fitnessมีไขมันพอดี (กลุ่มคนออกกำลังกายเป็นประจำ)
18-24%25-31%Acceptableมีไขมันพอสมควร (กลุ่มคนทั่วไป)
25% +32% +Obeseมีไขมันมากเกินไป ควรลดปริมาณไขมัน

การวัดไขมันสะสมเพื่อให้เรารู้ว่าไขมันสะสมของเรานั้นเกินระดับที่เหมาะสมแล้วรึยังช่วยเราป้องกันโรคที่เกิดจากไขมันสะสมมากเกินไป เช่น โรคอ้วน, โรคหัวใจ, และ โรคเบาหวาน โดยวิธีการต่าง ๆ ก็มีความแม่นยำต่างกัน สามารถเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับตัวเราในการตรวจวัดได้เลยครับ

อ้างอิง

Certified personal trainer manual Part 2 (ACE)