ทางเลือกการรักษาสำหรับผู้เป็น โรคอ้วน

1007
ทางเลือกการรักษาสำหรับผู้เป็นโรคอ้วน

เพื่อที่จะหายจากาการเป็น โรคอ้วน ต้องเริ่มต้นที่การคุมอาหารและการออกกำลังกาย แล้วอาหารแบบไหนที่ควรกิน แบบไหนไม่ควรกินล่ะ?

  • 4 วิธีรักษา โรคอ้วน
  • การผ่าตัด สำหรับผู้ที่อ้วนมาก BMI 40 ขึ้นไป และมีโรคแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น เบาหวาน หยุดหายใจขณะหลับ
  • การใช้ยารักษาสำหรับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการกินได้
  • การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น หรือ การออกกำลังกายเป็นประจำ
  • การควบคุมอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วน
  • เลี่ยงหวาน ลดมัน เบาเค็ม ปรุงน้อย ค่อย ๆ เคี้ยว

โรคอ้วนนั้นเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานที่รับเข้า และ ใช้ออกไป หรือ Calories Balance นั่นเอง ซึ่งวิธีการรักษาโรคอ้วนที่ได้ผลอย่างชัดเจนหลัก ๆ จะมี 4 วิธีด้วยกัน คือ

1. การผ่าตัด เป็นวิธีที่จะใช้สำหรับเคสที่มีความรุนแรงของ โรคอ้วน ระดับอันตราย นั่นคือมีค่า BMI หรือดัชนีมวลกาย > 40 ขึ้นไป และมีความเสี่ยงโรคที่อันตรายร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคปัญหาขณะนอน เช่น นอนกรนรุนแรง หยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือ โรคปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น หายใจติดขัด สั้นหอบ และถี่ เป็นต้น

2. การทานยา (ซึ่งไม่ใช่ยาตามตลาดนัด หรือ ยาที่ขายตามเพจเฟสบุ๊คที่รับรองโดยแม่ค้านะครับ) โดยวิธีการนี้จะใช้กับผู้ป่วยโรคอ้วนที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต และถึงแม้ผู้ป่วยจะยังสามารถออกกำลังกายและคุมอาหารได้ แต่อาจจะไม่มีวินัยหรือไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ จนแพทย์ผู้ดูแลต้องตัดสินใจใช้ยาในการช่วยลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ แต่ มีหลายงานวิจัยสนับสนุนว่า การออกกำลังกายควบคู่กับยาที่คุณหมอจ่ายให้นั้น จะทำให้คนไข้ลดน้ำหนักได้ผลที่ดีกว่า และได้สุขภาพที่ดีกว่ามาก ๆ ดังนั้นการออกกำลังกายและคุมอาหารก็เป็นสิ่งที่ได้ผลโดยไม่ต้องพึ่งยาครับ

3. การเปลี่ยนวิถีชีวิต นั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินให้มากขึ้น ขึ้นบรรได หรือ เดินเข้าซอยบ้านแทนการนั่งวินมอเตอร์ไซค์ รวมถึงการไปออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ในประเภทคาร์ดิโอ และเล่นเวทเทรนนิ่ง 2-3 วันต่อสัปดาห์ครับ ซึ่งแนะนำให้ทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร

4. การปรับเปลี่ยนในเรื่องการรับประทานอาหาร หรือ การคุมอาหาร โดยหลักการง่าย ๆ ของการเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการกินก็คือ

“เลี่ยงหวาน ลดมัน เบาเค็ม ปรุงน้อย ค่อย ๆ เคี้ยว”

ความเข้าใจผิดของคนทั่วไปก็คือ การที่ไม่กินข้าวหรือลดแป้งให้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระดับพลังงานที่สมองของเราใช้ เพราะสมองต้องการน้ำตาลไว้เป็นพลังงานในการทำงาน จากที่เราหัวสมองไม่ดีอยู่แล้ว อาจยิ่งมีปัญหามากเข้าไปอีก หรือ การไม่ทานไขมันเลย ซึ่งก็ไม่ควรทำอีก เพราะไขมันมีผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกายของเรา และยังช่วยดูดซึม Vitamin A D E K อีกด้วย ดังนั้น การเลือกเปลี่ยนแปลงการกินที่ถูกต้องคือ ทานข้าวให้พอดีอิ่ม ไม่ตักจนล้นพูนจาน หรือสั่งพิเศษ และไม่ต้องกลัวไม่อิ่ม เพราะเมื่อกระเพราะเราปรับตัวได้ เริ่มปรับขนาดเล็กลง เราก็จะรู้สึกอิ่มง่ายขึ้น ให้เลี่ยงน้ำตาล หรือ อาหารหวาน ๆ ที่เติมน้ำตาลเยอะ เพราะนอกจากจะไม่ดีต่อสุขภาพอย่างที่เรารู้กันแล้ว น้ำตาลยังทำให้เราติดหวาน ซึ่งส่งผลทำให้เราอยากทานของหวาน น้ำหวาน ยิ่งติดยิ่งอยากทาน ทำให้เราทานมากเกินไป จนส่งผลให้น้ำหนักเกินได้ และสุดท้ายคือให้ลดการทานไขมันลง แต่ไม่ใช่การงดทานนะครับ ให้ทานแต่พอดี เช่น ไม่ทานของทอดพร้อมแกงกะทิ ไม่ทานหมูสามชั้น ทานเป็นสันในแทน ไม่ทานทอดมัน ไม่ทานไก่ทอด ทานอกไก่ย่างติดหนังแทน หรือจะบริโภคถั่วสักถุงเล็ก ๆ ก็ได้สำหรับผู้ที่ไม่ชอบทานอาหารมัน ๆ เพราะเราจะได้รับไขมันในปริมาณที่เหมาะสม แล้วอย่าลืมการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะจะทำให้สุขภาพเราดีขึ้น รวมถึงกระชับสัดส่วนร่างกายได้ดีกว่าการคุมอาหารอย่างเดียว

การออกกำลังกายและการคุมอาหารเป็นการรักษาโรคอ้วนที่นอกจากประหยัดแล้ว ยังดีต่อสุขภาพและรูปร่างที่สุด แต่หากคุณเป็นโรคอ้วนที่ค่อนข้างรุนแรง การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจาณา เพื่อรักษาให้ชีวิตรอดปลอดภัยได้ ดังนั้นหากใครไม่อยากจะต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องทานยา หรือ แม้กระทั่งต้องผ่าตัด เนื่องจากโรคอ้วน ก็ให้เริ่มออกกำลังกายและคุมอาหารเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีที่สุด

อ้างอิง

Certified personal trainer manual Part 2 (ACE)