คุณแค่อ้วน หรือ คุณเป็น โรคอ้วน – Part 1

1735

สารบัญ

ถึงแม้ว่าคนที่คุณรักจะไม่ได้บอกให้คุณลด ความอ้วน และคุณเองก็พอใจกับการที่เป็นคนอวบ(อ้วน) แต่เพื่อคนที่คุณรัก คุณจะต้องไม่เป็นโรคอ้วน… แล้วคุณรู้หรือไม่ ว่าตอนนี้คุณแค่อ้วน… หรือ เป็นโรคอ้วน?

  • ทางวิทยาศาสตร์มีการแบ่งระดับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน
  • เครื่องมือที่ใช้ นั้น ชื่อว่า BMI
  • BMI จะมี 5 ระดับของความอ้วนคือ ผอมเกินไป, น้ำหนักเหมาะสม, น้ำหนักเกิน, อ้วน, อ้วนมาก
  • คนอ้วนไม่ใช่แค่น้ำหนักตัวเยอะ แต่ต้องมีค่า BMI ที่สูงด้ว
  • สามารถหาน้ำหนักที่เหมาะสมได้จากค่า BMI

วันนี้ ทาง Xerciety ได้ไปสัมภาษณ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา สาขาสุขภาพทั่วไป (general health) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการลดน้ำหนักและการดูแลสุขภาพ เกี่ยวกับเรื่อง ความอ้วน และ โรคอ้วน กันครับ

Q: คนอ้วนส่วนใหญ่นั้นรู้ว่าตัวเองอ้วน แต่ส่วนมากไม่รู้ว่าที่อ้วนนั้นมีความเสี่ยงอะไรบ้าง  ทำไมความอ้วนทำให้สุขภาพไม่ดีครับ?

A: โรคอ้วนอาจไม่ได้อันตรายด้วยตัวมันเอง เพราะแค่ทำให้เราน้ำหนักตัวเยอะ อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของข้อต่อ หรือเคลื่อนไหวตัวลำบาก เหนื่อยง่าย ซึ่งไม่ได้อันตรายต่อชีวิต แต่โรคที่พ่วงมากับโรคอ้วน อันนี้สิอันตราย เพราะส่วนมากจะเป็นโรคที่ทำให้เกิดโอกาสเสียชีวิต หรืออาการของโรคก่อให้เกิดความลำบากในการดำเนินชีวิตได้ครับ

เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นต้น

Q: แล้วอ้วนขนาดไหนถึงจะเสี่ยงต่อโรค คนทั่วไปที่คิดว่าตัวเองอ้วน ถือว่าเป็นโรคอ้วนเลยไหม?

A: ในทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ เค้ามีการเครื่องมือในการแบ่งระดับความอ้วนครับ โดยทั่วไปแล้ว คนเราก็จะแบ่งตามความรู้สึกเนอะว่า ผอมนะ อวบนะ อ้วนแล้วนะ แต่พอเป็นวิทยาศาสตร์เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือ หรือเกณฑ์ในการแบ่งระดับครับ

เค้าใช้สิ่งที่เรียกว่า BMI (Body Mass Index) หรือ ดัชนีมวลกาย คำนวนได้จากสูตร BMI = น้ำหนัก (kg) / (ส่วนสูง (m) x ส่วนสูง (m))

โดยจะแบ่งออกมาได้เป็น 5 ระดับครับ ได้แก่ ผอมเกินไป, น้ำหนักเหมาะสม, น้ำหนักเกิน, อ้วน, และสุดท้าย อ้วนมาก  ครับ

ซึ่งระดับ อ้วน และ อ้วนมาก เนี่ยแหละครับที่จัดว่าเป็นโรคอ้วน จึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคที่อันตราย มากขึ้นครับ โดยค่า BMI ที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 18.5 – 22.9 ครับ

Xerciety: สามารถลองคำนวน BMI ของคุณได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ

Q: จากสูตรนี้ก็หมายความว่า แค่น้ำหนักตัวของคน 2 คนก็เอามาเทียบกันไม่ได้ เช่น คนที่ตัวสูงกว่า จะสามารถมีน้ำหนักตัวได้เยอะกว่าคนที่เตี้ยใช่ไหมครับ?

A: จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ เราน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ผู้ชายให้เอาส่วนสูง ลบด้วย 110 จะได้น้ำหนักที่เหมาะสม เช่น สูง 180 ก็หนักได้ 70 kg แต่ถ้าสูง 150 ก็หนักได้แค่ 40 kg ครับ แต่โดยกายวิภาคแล้ว คนที่สูงๆ ก็จะมีกระดูก กล้ามเนื้อ ตามร่างกายมากกว่าคนที่เตี้ย จึงทำให้เค้ามีน้ำหนักมากกว่าคนที่เตี้ย โดยปกติอยู่แล้ว และแม้อ้างอิงจากสูตร BMI ที่ดูว่า ยิ่งเราสูงเยอะ ก็จะหารค่าออกมาได้น้อยยิ่งขึ้น เลยทำให้คนที่สูง ๆ นั้น ดูเหมือนจะสามารถมีน้ำหนักตัวได้เยอะ ๆ ซึ่งมากกว่าคนที่เตี้ย แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นโรคอ้วนยากกว่านะครับ เพราะอย่างที่บอก คนที่สูง ๆ ก็มักจะมีน้ำหนักตัวเยอะตั้งแต่แรกแล้วครับ

Q: อย่างนี้เราสามารถหาน้ำหนักที่เหมาะสมกับเรา ที่ไม่ทำให้เราเกินเกณฑ์ของ BMI ได้ใช่ไหมครับ?

A: ใช่ครับ เราก็คำนวนด้วยสูตร น้ำหนักที่เหมาะสม = 20 (ค่าตรงกลางของ BMI ปกติ) x ส่วนสูง(m) ยกกำลังสอง
เช่น คนที่สูง 1.65 m จะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม = 20 x 2.72 ได้เท่ากับ 54.5 kg ครับ

Q: ถ้าการที่น้ำหนักเยอะ ทำให้ค่า BMI เราเยอะ แปลว่า การที่เรามีน้ำหนักตัวเยอะ ๆ ก็คือเราเป็นโรคอ้วน ใช่ไหมครับ?

A: ไม่ใช่ยังงั้นครับ จริงอยู่ว่า การที่เราน้ำหนักเยอะ ๆ นั้น ส่งผลต่อ BMI ของเรา ซึ่งหาก BMI ของเราสูงนั้นก็จะทำให้เราเป็นโรคอ้วน แต่มีกรณีพิเศษครับ สำหรับกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเพื่อกล้ามเนื้อ หรือคำที่เราคุ้นหูกันก็คือ นักเพาะกาย คนกลุ่มนี้เป็นกรณียกเว้นครับ ถ้าเราได้เคยเห็นนักเพาะกาย เราจะสังเกตุได้เลยว่า เค้ามีกล้ามเนื้อที่ชัดเจน ซึ่งหมายถึงเค้ามีไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่น้อยมาก ๆ ในกรณีเช่นนี้ เราคงไม่เรียกนักเพาะกายว่าคนอ้วน ถูกไหมครับ เพราะเค้าดูไม่อ้วนเลย ถึงแม้ว่า BMI ของเค้านั้น จะเกินมาตรฐานจากการที่มีน้ำหนักกล้ามเนื้อที่เยอะ และ อาจถูกจัดว่าเป็น บุคคลน้ำหนักเกินเกณฑ์ แต่ก็ไม่ใช่คนที่เป็นโรคอ้วนครับ

Q: ดังนั้นแปลว่า คนที่ BMI สูง ไม่ใช่คนอ้วนทุกคนสินะครับ?

A: ใช่ครับ ดังที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ว่า นักเพาะกายที่มี น้ำหนักกล้ามเยอะ ๆ จะมี BMI ที่สูง แต่ก็ไม่ได้จัดว่าเป็นคนอ้วน หรือ คนเป็นโรคอ้วนครับ

Q: ที่บอกว่าคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะ ๆ แต่ มีไขมันใต้ผิวหนังน้อย ไม่ใช่คนอ้วน ดังนั้นแปลว่า ไขมันใต้ผิวหนังก็เป็นตัววัด ความเสี่ยงที่เป็นโรคอ้วนที่แม่นยำกว่า BMI ใช่ไหมครับ?

A: ใช่ครับ เพราะการที่เรามีไขมันใต้ชั้นผิวหนังเยอะ แปลว่าเรามีไขมันส่วนเกินตามร่างกายเยอะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีครับ แต่ว่า BMI นั้นก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้สำหรับคนทั่วไปครับ เพราะ โดยทั่วไปแล้ว หากเรามีไขมันสะสมเยอะ เราก็จะมีน้ำหนักตัวที่มาก ซึ่งทำให้ BMI มากขึ้น ส่วนกรณีนักเพาะกายนั้น เค้ามีกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่าคนทั่วไปมาก ๆ ครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ ดังนั้นการที่เราจะมี BMI เกิน ที่เกิดจากกล้ามเนื้อนั้น ไม่ได้พบเจอกันได้ง่าย ๆ ครับ จึงต้องใช้ เปอร์เซ็นต์ไขมันสะสม (%Fat) เป็นอีกเครื่องมือนึงในการช่วยวัดครับ แต่คนทั่วไป ก็ใช้ทั้ง BMI และ %Fat ในการวัดตัวเองก็ได้นะครับ จะได้ตอกย้ำว่าเราเป็นคนอ้วนได้ชัดมากขึ้นครับ ฮ่าๆ

Xerciety: นอกจาก BMI แล้ว ยังมีเรื่อง เปอร์เซ็นต์ไขมันอีก ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เรามาตามกันต่อในบทหน้านะครับ ว่า เปอร์เซ็นต์ไขมันคืออะไร และ จะวัดอย่างไรกันครับผม

การเป็นคนอ้วน คือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แต่การเป็นโรคอ้วนนั้น ต้องเป็นคนที่มี BMI ที่เกินมาตรฐาน มี ไขมันสะสมที่มากเกินกว่าคนปกติ และ คนอ้วนนั้นอาจจะไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่การที่เป็นโรคอ้วนนั้น นำไปสู่การมีโรคแทรกซ็อนที่อันตรายได้ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และ โรคอื่น ๆ อีกมาก ลองตรวจสอบตัวเองกันวันนี้เลยนะครับ ว่าคุณแค่อ้วน หรือเป็นโรคอ้วนแล้วหรือเปล่า?